ทำไมกำไรดี แต่เงินสดกลับไม่พอ?
ลองนึกภาพว่า บริษัทขายสินค้าให้ลูกค้าได้ 1,000,000 บาท โดยให้เครดิต 60 วัน
ในทางบัญชี บริษัทอาจรับรู้รายได้และมีกำไรจากการขายแล้ว แต่เงิน 1 ล้านบาทยังไม่ได้เข้าบัญชีธนาคาร
ขณะเดียวกัน บริษัทอาจต้องจ่ายค่าสินค้า เงินเดือน ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไปก่อน
ผลลัพธ์คือ
กำไรอยู่ในงบ แต่เงินสดยังไม่อยู่ในมือ
นี่คือเหตุผลที่การดูเฉพาะ งบกำไรขาดทุน อาจไม่เพียงพอ หากต้องการรู้ว่าธุรกิจมีสภาพคล่องแข็งแรงแค่ไหน
4 สาเหตุที่กระแสเงินสดติดขัดบ่อย
1. ขายได้ แต่เก็บเงินช้า
ยอดขายเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเงินจะเข้าทันที ยิ่งให้เครดิตลูกค้านาน เงินก็ยิ่งค้างอยู่ในลูกหนี้การค้า
2. สต๊อกสินค้าเยอะเกินไป
เงินสดจำนวนมากอาจถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าในคลัง หากขายไม่ทัน เงินก็ยังไม่กลับมาเป็นเงินสด
3. ค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่ายอดขาย
ธุรกิจอาจขายดีขึ้น แต่ถ้าค่าเช่า เงินเดือน การตลาด หรือค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเร็วกว่ารายได้ เงินสดก็อาจตึงตัวได้
4. ขยายธุรกิจเร็วเกินไป
ซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ เพิ่มสต๊อก หรือจ้างคนเพิ่ม ล้วนต้องใช้เงินสดก่อนที่รายได้ในอนาคตจะเข้ามา
แล้วเจ้าของธุรกิจควรดูอะไร?
อย่าดูแค่คำว่า “กำไรสุทธิ”
ลองดูต่อว่า
ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นหรือไม่
สต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน
เงินสดจากการดำเนินงานเป็นอย่างไร
ธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มหรือไม่
เงินสดที่มีอยู่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายระยะสั้นหรือไม่
เพราะบางครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจขายไม่ดี แต่อยู่ที่เงินยังเดินกลับมาไม่ทัน
สรุป
กำไรบอกว่า ธุรกิจทำเงินได้หรือไม่
แต่กระแสเงินสดบอกว่า ธุรกิจมีเงินพอที่จะเดินต่อหรือไม่
ดังนั้น หากธุรกิจกำลังเจอสถานการณ์ “กำไรดี แต่เงินไม่พอ” อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าต้องเพิ่มยอดขายเสมอไป
บางครั้งคำตอบอาจอยู่ที่ การเก็บเงินให้เร็วขึ้น ลดเงินจมในสต๊อก และบริหารจังหวะเงินเข้า–เงินออกให้ดีขึ้น
เพราะสำหรับธุรกิจ กำไรทำให้เติบโต แต่เงินสดทำให้ธุรกิจอยู่รอด
